0
หลักคิด การทำกำไรจากตลาด Forex หลักคิด การทำกำไรจากตลาด Forex

กำไรจากตลาด Forex เขาทำกันอย่างไร?      จากบทความที่แล้ว เรื่อง ครั้งแรกกับ"ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา" (Foreign Exchange) หลายท่าน...

0
Price Action จากหนังสือ “reading PRICE CHART bar by bar” Price Action จากหนังสือ “reading PRICE CHART bar by bar”

     เรื่องราวจากหนังสือ “reading PRICE CHART bar by bar” แปลและรวบรวมโดย  www.ChaingmaiFX.com ขอยกเครดิตและคุณงามความดีให้กับบุคคลที่เ...

0
ครั้งแรกกับ"ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา" (Foreign Exchange) ครั้งแรกกับ"ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา" (Foreign Exchange)

... ยังไม่เข้าใจอะไรมากนักหรอก และยังไม่รู้อนาคตจะเดินต่ออย่างไร ตอนนี้ก็แค่เปิดสมองรับ, เปิดตาดู, เงี่ยหูฟัง เมื่อมีคนมาเล่าเรื่องราวของ Fo...

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

หลักคิด การทำกำไรจากตลาด Forex


กำไรจากตลาด Forex เขาทำกันอย่างไร?

     จากบทความที่แล้ว เรื่อง ครั้งแรกกับ"ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา" (Foreign Exchange) หลายท่านก็คงจะได้ทราบข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับตลาด Forex กันแล้วนะครับ เรามาต่อกันที่หัวข้อที่หลายท่านยังสงสัยอยู่(โดยเฉพาะมือใหม่ซิงๆ) ว่า เขาซื้อ-ขาย และทำกำไรจากตลาด Forex กันอย่างไร เรามาเริ่มกันเลยนะครับ

     หลายท่านอาจจะเคยเล่นหุ้นมาบ้าง หลักการทำกำไรหลักๆ ก็จะคล้ายกันที่ว่า ซื้อถูก-ขายแพง(พูดง่ายแต่ทำจริงๆ ไม่ง่ายเลย) ในการซื้อ-ขายหุ้นจะซื้อ-ขายเป็นตัวๆ ไป แต่ในตลาด Forex จะต่างจากหุ้น ตรงที่ เราจะดูกันเป็น “คู่” ซื้อเงินสกุลหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ก็ขายเงินอีกสกุลหนึ่งออกไป หรือเป็นการจับคู่แลกเปลี่ยน ซื้อขายค่าสกุลเงิน กำไรก็จะได้มาจากส่วนต่างจากการขายในแต่ละครั้งครับ

    ยกตัวอย่างเช่น EUR/USD คือการเปรียบเทียบระหว่างเงินยูโรของสหภาพยุโรป กับเงินดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินด้านซ้ายเราเรียกว่า Base currency ส่วนค่าเงินด้านขวาเราเรียกว่า Quote currencyโดยเรามักจะเห็นราคา ซื้อ-ขาย แบบข้างล่างครับ


EUR/USD bid = 1.3500, Ask= 1.3502

      ถ้าเราสั่ง ซื้อ (เรียกว่า Buy หรือ Long) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order BUY) เราจะได้ราคาที่ Ask และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ bid ตัวอย่างเช่น ณ เวลาที่เราเข้า Buy คู่ EUR/USD ราคา ask อยู่ที่ 1.3502 ถ้าเราปิด (close) ทันที เราจะ sell คืนไปที่ราคา bid 1.3500 เท่ากับเราขาดทุนทันที 0.0002 หรือ 2 pip (ทุกครั้งที่เราเปิดการเทรด เราจะติดลบก่อนเสมอ ในความเป็นจริงคงไม่มีใครซื้อแล้วขายเลยแบบนี้)

     เราจะทำกำไรด้วยการ buy ที่ราคา Bid ซึ่งก็คือซื้อมาถือไว้ เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น ก็คือรอให้ค่า bid สูงกว่าราคา ask ที่เราเปิด buy ไว้ และเราจะปิด order นี้ โดยการ sell คืน (การสั่ง close order buy จะเป็นการ sell อัตโนมัติ - ไม่ใช่ให้เราเปิด order sell อีกอัน) ไปในราคาที่สูงกว่า (ถ้า sell คืนในราคาต่ำกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ซื้อถูก ขายแพง

ข้อดีอีกข้อของตลาด Forex คือ เราสามารถเทรดขาลงได้ด้วย

    เมื่อเราสั่ง ขาย (เรียกว่า Sell หรือ Short) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order SELL) เราจะได้ราคาที่ bid และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ ask - การ Sell คือการที่เราสั่งโบรกให้ขายออกไปก่อน เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนตกลงมา และเราจะปิด order นี้ โดยการ Buy คืน (การสั่ง close order sell จะเป็นการ buy อัตโนมัติครับ - ไม่ใช่ให้เราเปิด order buy อีกอัน) ไปในราคาที่ต่ำกว่า (ถ้า Buy คืนในราคาสูงกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ขายแพง แล้วซื้อถูก ... จะเห็นว่า เราดู จุด หรือ pip กันที่ ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 (หรือตำแหน่งที่ 2 ในบางคู่) เราลองมาดู EUR/USD กัน


สมมุติว่า เราพิจารณาแล้ว เราเห็นว่า EUR น่าจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ USD (คือ EUR จะแลก USD ได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป) เราจึงทำการเข้า buy โดยที่เราได้ราคา ที่ 1.3502 (จำได้มั๊ยครับว่าเราจะได้ราคา ask นั่นแปลว่าเมื่อเทียบกับ bid เราจะ -2 pips นี่คืนส่วนของค่าดำเนินการของโบรกเกอร์ครับ)

เมื่อเวลาผ่านไป ราคาวิ่งขึ้นไป ที่ 1.3552 หรือขึ้นมา 50 pips แล้วเราเห็นว่าอาจจะไปต่อไม่ไหว จึงปิดทำกำไรที่ จุดนี้ เราจะได้กำไรมา 50 pips หรือ 0.0050 หน่วยใน base currency ซึ่งในตอนต่อๆ ไปจะมาต่อกันเรื่องการคิดหน่วยลงทุน หน่วยกำไร-ขาดทุน

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Price Action จากหนังสือ “reading PRICE CHART bar by bar”


     เรื่องราวจากหนังสือ “reading PRICE CHART bar by bar” แปลและรวบรวมโดย www.ChaingmaiFX.com ขอยกเครดิตและคุณงามความดีให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกท่าน

[Price Action] Part 1 : Something extra about Candle stick 

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

ครั้งแรกกับ"ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา" (Foreign Exchange)

... ยังไม่เข้าใจอะไรมากนักหรอก และยังไม่รู้อนาคตจะเดินต่ออย่างไร ตอนนี้ก็แค่เปิดสมองรับ, เปิดตาดู, เงี่ยหูฟัง เมื่อมีคนมาเล่าเรื่องราวของ Foreign Exchange (Forex) ให้ฟัง ... ขั้นต้นก็ขอขอบคุณ อ.เจี๊ยบฯ, อ.ก้อยฯ ที่มาถ่ายทอดเรื่องราวฯ ให้หูตาสว่าง ขอบคุณน้องนิจฯ และ พี่น้องตระกูล "รัตนสุภา" ที่จัดกิจกรรมดีๆ พร้อมดูแลสถานที่และอาหารการกิน ระหว่างวันที่ 24-27 เมษายนที่ผ่านมา ณ ช่องเขารีสอร์ท อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

     จากการสืบค้นคำว่า "Forex คือ" ก็พบข้อมูลมากมาย เช่น ... Forex คืออะไร? เขียนไว้เมื่อต้นปี 2008 ทำให้รู้ว่าอย่างน้อยๆ 6 ปี ก่อนนี้มีคนเขียนบล็อคไว้เป็นภาษาไทย นั่นหมายถึงมีคนไทยรับรู้ รับทราบเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนราว 7-10 ปี ... จึงขอยกบางส่วนมาดังนี้
สรุปข้อดีและน่าสนใจของตลาด Forex1. ใช้เงินลงทุนต่ำ ต่ำ
2. ตลาด online และดำเนินการทุกอย่างผ่าน Internet ตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันทำการ
3. คำสั่งซื้อ-ขาย เป็นระบบอัตโนมัติ ผ่านคนกลาง (โบรกเกอร์) สะดวกในการสั่ง ซื้อ-ขาย
4. สามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้น และตลาดขาลง
5. ค่าดำเนินการต่ำ โบรกเกอร์เก็บค่า spreed ตั้งแต่ 1 - 20 pips ต่อเทรด ขึ้นอยู่กับคู่ของค่าเงิน และโบรกเกอร์ที่เทรด
6. มีเงินปลอม (demo) ให้ทดลองเทรดได้เสมือนจริง บนระบบจริง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
    ยุคแรกๆ ก็คงลองผิดลองถูกกันน่าดู คิดว่ามีหลายคนที่เคยเดินเข้ามาทดลองตลาดนี้ แล้วเดินจากไป และคงมีอีกหลายคนที่เดินต่อจนประสบความสำเร็จ ที่สำคัญสำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสเรื่องราวเรานี้ อย่าเพิ่งตื่นเต้น อย่าเพิ่งหลงเชื่อ และ อย่าเพิ่งปิดกั้นการรับรู้ข้อมูล ศึกษาให้เข้าใจ แล้วค่อยตัดสินใจว่าเราจะเลือกเดินจากไป หรือ เดินตามเขาไป ... ทุกสิ่ง ทุกอย่าง เกิดจากการตัดสินใจของตัวเราเอง ถึงเราจะหยุดดูเฉยๆ ไม่หนีและไม่ตาม เรื่องราวก็เดินทางของมันต่อไป

    ผู้เขียนเองได้ได้รับการชักชวนจากเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพี่น้อง"รัตนสุภา" ชักชวนให้มาศึกษาเรื่องราวจากคนที่เดินทางสายนี้มาก่อนเราระยะหนึ่งแล้ว จากความเป็นเพื่อนกันมานานย่อมเข้าใจความตั้งใจของเพื่อน แรกๆ ที่ไม่รู้เรื่องด้านนี้เลยคิดไปว่าเป็นธุรกิจประเภทขายตรง แชร์ลูกโซ่ ทำนองนั้น จนใกล้ถึงวันนัดหมาย ก็ลองหาข้อมูลขั้นต้นจากอินเตอร์เน็ท เพื่อเป็นฐานนิดหน่อย

     บล็อกนี้สร้างขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวที่เกิดและกำลังจะเกิด หากใครผ่านมาเจอแล้วจะหาข้อมูลทางวิชาการ คงผิดหวังเล็กๆ ... เพราะผู้เขียนเองยังไม่รู้อนาคตบนเส้นทางนี้ แต่แอบมี แอบหวังไว้เหมือนกัน หากนานจากนี้ไปไม่มีการอัพเดท นั่งหมายถึงว่าผู้เขียนได้พิจารณาแล้วว่าเส้นทางสายนี้ไม่เหมาะกับตัวเอง ... แต่หากทิศทางตรงกันข้าม จะพยายามมาบันทึกเรื่องราว เพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับคนที่เริ่มต้นใหม่ แค่ให้รู้ว่าทุกๆ วัน "มีคนเดินเข้ามา และ เดินจากไป"

     การสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ปัจจุบันผู้เขียนเองเป็นพนักงานรัฐฯ มีรายได้เฉลี่ย 2,000.- ต่อวัน ถ้าจะมองว่ามาก มันก็ดูมาก หากจะมองว่าน้อย มันก็น้อย ... อีกไม่กี่ปีข้างหน้าถึงอายุที่เขากำหนด ก็หมดรายได้ แต่รายจ่ายไม่หยุด "เงิน"ยังคงไหลออกไป ตราบที่ลมหายใจยังมี และชีวิตต้องเดินต่อไป ถามตัวเองว่า ณ เงินเดือนเดือนสุดท้ายนายจ้างเขาจ่ายออกมา ในบัญชีของเรามีเงินรวมเท่าไหร่? รายจ่ายประจำวันวันละเท่าไหร? เงินทีมีจ่ายสามารถจ่ายต่อเนื่องได้กี่ปี ... สุดท้ายเราจะยังคงมีลมหายใจต่อไปอีกกี่ปี ทั้งหมดเป็นสัจธรรมที่ต้องเกิดกับทุกชีวิต

     ย้อนกลับมาที่รายได้ปัจจุบัน เปรียบเที่ยบกับรายจ่ายปัจจุบัน ใครจะคิดเฉลี่ยเป็นรายวัน, รายเดือน หรือ รายปี ก็สุดแล้วแต่จะคิดกัน ตามสภาวะการจ้างงานของแต่ละคนที่รวมๆ แล้วเรียกกันว่า"มนุษย์เงินเดือน" ผู้เขียนเสนอหลักคิด "ครึ่งหนึ่ง" หมายถึง ณ วันที่เกษียณอายุ, เลิกจ้าง หรือออกจากงานด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามที ให้ลดรายจ่ายเราลงครึ่งหนึ่ง เพราะ รายได้เราไม่มีเข้ามา ... แล้วจะดีกว่าไหมหากถึงวันนั้น เรายังมีรายได้เข้ามา"ครึ่งหนึ่ง" ของรายได้ที่เคยได้อยู่ประจำๆ ลองคิดตามนะ

     ผู้เขียนเองตั้งเป้าหมาย "วันละพัน" สำหรับใช้จ่ายรายวันในช่วงปลายชีวิตหลังเกษียณอายุ (ราวปี 2566) ลองคิดตามดูว่าตั้งปี 2567 เป็นต้นไปเราจะเอาเงินก้อนสุดท้ายไปทำอย่างไรให้มีผลกำไรเฉลี่ยออกมาวันละ 1,000.- บาท)

  • ถ้าคิดว่า"ฝากธนาคาร" กินดอกเบี้ย ... ก็ต้องคิดต่อว่าถึงตอนนั้นอัตรดอกเบี้ยเงินฝากเท่าไหร่ เราจะต้องเอาเงินไปฝากเท่าไหร่? แล้วลงมือออมตั้งแต่ตอนนี้เลย (ก่อนนี้ผู้เขียนคิดว่าจะใช้แนวทางนี้ ในการวางแผนบั้นปลาย ได้เท่าไหรก็เท่านั้น)
  • ถ้าคิดว่า"ซื้อพันธบัตรหรือเงินทุนหลักทรัพย์รัฐบาล" ก็ควรศึกษาแต่เนิ่นๆ (ผู้เขียนไม่ถนัดด้านนี้)
  • ลงทุนอื่นๆ ตามที่ถนัด ... 
     ให้สังเกตว่า ไม่ว่าจะเลือกคิดวางแผนแบบไหน ที่เหมือนๆ กันคือต้อง"เริ่ม"ตอนนี้ ตอนที่มีกำลัง มีสมองที่ปราดเปรื่อง หากปล่อยเนิ่นนานไป ความชรามาเยือน (จริงๆ ก็มาเยือนอยู่ทุกลมหายใจ)

... ท้ายสุดของบทความปฐมฤกษ์นี้ เอาแค่หลักคิด มุมมอง และเป้าหมาย ... สิ่งสำคัญคือ"ลงมือทำ" คิด ก่อน ทำ, ผิด แล้ว แก้ ... สักวันโอกาสเป็นของเรา ... ขอบคูณทุกท่านที่ได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ต้องติดตามกันต่อไป /ขอบคุณครับ
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต